ลงทุนหุ้น “ไบโอเทค-เฮลธ์แคร์” สู้เศรษฐกิจถดถอย เกาะเมกะเทรนด์ผู้สูงอายุ
เศรษฐกิจโลกใกล้เข้าสู่ภาวะถดถอย หลังธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มขึ้นดอกเบี้ยชะลอเงินเฟ้อพุ่ง แนะลงทุนหุ้นกลุ่ม ไบโอเทค-เฮลธ์แคร์ เกาะเมกะเทรนด์ผู้สูงอายุ
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการอาวุโสที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้เวลธ์ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา หลายดัชนีบ่งชี้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (Fed) ล่าสุดปรับขึ้นดอกเบี้ยอัตรา 0.75% มากสุดตั้งแต่ปี 2537 และส่งสัญญาณปรับดอกเบี้ยขึ้นต่ออีก 1.75% สู่ระดับ 3.25 - 3.50% ณ สิ้นปีนี้ โดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่เร็ว จะทำให้สภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมาก และส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดการเงินลดลง
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนมิถุนายน ปรับตัวลง 98.7 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2556 ทำให้เริ่มเห็นภาคธุรกิจปรับลดแรงงานให้สอดคล้องความต้องการสินค้าในอนาคตที่เริ่มลดลง จึงยิ่งตอกย้ำโอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยในระยะข้างหน้า โดยบลูมเบิร์ก (Bloomberg) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะเกิดภาวะถดถอย ในช่วง 2 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้น 98% จาก 30% ในช่วงก่อนการประชุมเฟด เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ทั้งนี้หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยตามที่คาด กำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี S&P 500 อาจหดตัวถึง -25.5% โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่ผลประกอบการผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มพลังงานที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจากอุปสงค์ที่หดตัว ทำให้ผลกำไรของกลุ่มนี้จึงลดลงมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ จากข้อมูลจากบลูมเบิร์กพบว่า ค่าเฉลี่ยในช่วงวิกฤต 4 ครั้งหลังสุด ได้แก่ วิกฤตตฟองสบู่ดอทคอม หรือ "Dot-com Bubble" วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (Subprime Mortgage Crisis) วิกฤตน้ำมัน (Oil Crash) และโควิด-19 กำไรหุ้นกลุ่มพลังงานลดลงสูงถึง -75.5%
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เติบโตสวนทางอย่างชัดเจน คือ กลุ่มเฮลธ์แคร์ (Healthcare) โดยข้อมูลในอดีตพบว่า ผลกำไรของกลุ่มนี้ยังคงเติบโตได้ดี และในระยะยาวยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอัตราที่สูงกว่าภาพรวมของดัชนี S&P 500 โดยเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจากบลูมเบิร์กพบว่า ในช่วง 30 ปีมานี้ บริษัทจดทะเบียน S&P 500 มีอัตราการเติบโตของกำไร 6.9% ต่อปี ในขณะที่อัตรากลุ่มเฮลธ์แคร์ มีอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยอยู่ที่ 10.2% ต่อปี
โดยธุรกิจไบโอเทคโนโลยี และดิจิทัลเฮลธ์แคร์ (Digital Healthcare) มีความโดดเด่น สะท้อนจากการที่ Grand View Research บริษัทวิจัยตลาดและที่ปรึกษาของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าตลาดของไบโอเทค (Biotechnology) ในช่วงปี 2565 - 2573 จะมีอัตราการเติบโต อยู่ที่ 13.9% และ ดิจิทัลเฮลธ์แคร์ จะมีอัตราการเติบโต อยู่ที่ 27.7% ต่อปี
ธนาคารทิสโก้ แนะนำให้นักลงทุนขายหุ้นกลุ่มพลังงาน และหุ้นที่ผลประกอบการผันผวนไปตามภาวะเศรษฐกิจ และโยกเงินมาซื้อหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ที่กำไรมีโอกาสเติบโตดี แม้จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย อีกทั้งผลประกอบการของหุ้นกลุ่มนี้มีโอกาสเติบโตอีกมากจากกระแสเมกะเทรนด์สังคมผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นทั่วโลก
ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ด้านเฮลธ์แคร์ เป็นหนึ่งในสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ยาสามัญประจำบ้าน วัคซีนป้องกันโรค หรือยารักษาโรคร้ายแรง อย่างโรคมะเร็งที่มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นทุกปี และนวัตกรรมทางการแพทย์ด้านไบโอเทคโนโลยี กับ ดิจิทัลเฮลธ์แคร์ ที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้จะมีอำนาจต่อรองต่อผู้บริโภคค่อนข้างสูง และผู้บริโภคไม่สามารถหยุดการเจ็บป่วยได้
ด้านบริการเมดิแคร์และเมดิเคด (Centers for Medicare & Medicaid Services) ของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าสัดส่วนการใช้จ่ายทางด้านเฮลธ์แคร์ของสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 19.6% ของจีดีพี (GDP) ไปจนถึงปี 2573 และคาดว่าในปี 2571 การใช้จ่ายทางด้านเฮลธ์แคร์จะมีมูลค่าสูงถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจกลุ่มนี้มีการเติบโตและเกิดการควบรวมกิจการเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะบริษัทที่มีขนาดกลาง-เล็ก ที่มีสิทธิบัตรยาที่ได้รับการอนุมัติจาก องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) เป็นที่หมายตาจากบริษัทยาขนาดใหญ่และเป็นส่วนพลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแบบก้าวกระโดด เช่น บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) ผู้ผลิตยาไบโอเทค ที่พึ่งประกาศซื้อกิจการของบริษัท ไบโอฮาเวน (Biohaven) ผู้คิดค้นนวัตกรรมยาที่ใช้ในการรักษาและป้องกันโรคไมเกรนอย่างยา Nurtec ODT ด้วยจำนวนเงินสดกว่า 11,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาหุ้นของไบโอฮาเวน พุ่งขึ้นถึง 70%
เตือนอีกรอบ! Market Maker "อย่าดันราคา-สร้างปริมาณเทียม"
บรรยากาศ 30 สาวงาม “มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2022” รับสายสะพาย ก่อนเข้ากองร่วมกิจกรรม
เตือน "โควิด" ขาขึ้น จ่อเข้าอาฟเตอร์ช็อก คาดพีคช่วง ก.ย.
-
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB